วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553
ชนิด Class ต่างๆ PowerAmp
Class A
พาวเวอร์แอมป์ชนิดนี้เน้นในเรื่องของคุณภาพเสียง ค่าความเพี้ยนตํ่า และเสียงรบกวนน้อย แต่มีข้อเสียในเรื่องของความร้อนที่ค่อนข้างจะสูงเพราะมีการป้อนกระแสไฟให้ทรานซิสเตอร์อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะไม่มีสัญญาณอินพุทเข้ามาก็ตาม และกำลังขับที่ได้นั้นก็ค่อนข้างจะน้อย แอมป์ประเภทนี้จึงเหมาะกับนักฟังที่เน้นรายละเอียดของเสียงกลาง-แหลม ไม่เน้นอัดตูมตาม
Class B
เป็นการใช้ทรานซิสเตอร์ 2ตัว ทำงานแบบ Push-Pull หรือ ผลัก ดัน ช่วยกันทำงานคนละครึ่งทาง และจะไม่มีการป้อนกระแสไฟล่วงหน้า ซึ่งมีข้อดีคือเครื่องไม่ร้อน แต่ข้อเสียกลับมากกว่าเพราะความผิดเพี้ยนสูงมาก เสียงจึงไม่มีคุณภาพ แต่ในปัจจุบันแอมป์ คลาสนี้คงจะไม่มีแล้ว
Class AB
เป็นการรวมตัวกันของแอมป์ทั้ง 2คลาสที่กล่าวมา คือใช้ทรานซิสเตอร์ 2ตัว แต่จะมีการป้อนกระแสไฟปริมาณตํ่าๆเอาไว้ล่วงหน้าอยู่ตลอดแต่จะไม่มากเท่าคลาส A และการจัดวงจรก็ใช้แบบ Push-Pull เหมือนคลาส B จึงทำให้พาวเวอร์แอมป์ประเภทนี้มีคุณภาพเสียงที่ค่อนข้างดี ถึงแม้จะไม่เท่าคลาส A แต่ได้เปรียบในเรื่องของกำลังขับที่มากกว่า และเกิดความร้อนน้อยกว่า และคลาส AB นี้แหละเป็นแอมป์ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน และสามารถนำไปขับได้ทั้งลำโพงกลาง-แหลม หรือแม้แต่ซับวูเฟอร์ก็ได้
Class D
ตัว "D"ไม่ได้ย่อมาจากคำว่า DIGITAL อินพุทถูกแปลงเป็นออดิโอ เวฟฟอร์ม ไบนารี 2 สเตท ความแตกต่างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ CLASS D ออกแบบให้ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพ แทนที่จะต้องเสียกำลังไปในทรานซิสเตอร์ เอาท์พุทก็จะถูกไม่เปิดตลอด ไม่มีโวลเทจเสีย ก็ปิดตลอด ส่งผลให้ประสิทธิภาพเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ดังนั้นอินพุทออดิโอถูกแปลงเป็น PWM (PULSE WIDULATED) ร่องสีเหลืองที่อยู่ขางใต้คือ เอาท์พุทของแอมพ์ ร่องสีฟ้าคือ เวฟฟอร์ม PWM เวฟฟอร์มสีฟ้าจะถูกป้อนให้กับฟิลเตอร์เอาท์พุท ซึ่งให้ผลเป็นเวฟฟอร์มเอาท์พุทสีเหลือง สังเกตว่า เอาท์พุทจะดูเหมือนอะไรบางอย่างที่เสียไปสัญญาณที่เสีย และเสียงสวิทชิงทั้งหมดไม่สามารถเอาออกไปได้ และจะเห็นผลได้ที่นี่ เพราะขั้นตอนการแปลงสัญญาณอินพุทไปเป็น pwn และแปลงกลับไปเป็นแอนาลอก ทำให้เกิดการเสียของสัญญาณไป ฟีดแบคทั่วไปก็เหมือนกับที่ใช้ในการออกแบบแอมพ์ CLASS "AB" เพื่อลดการเสียของสัญญาณ มอสเฟทเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการออกแบบ CLASS "D" ซึ่งการออกแบบส่วนใหญ่จะมีประโยชน์แต่กับเพียงเบสส์แอมพ์ เมื่อมันไม่สามารถสวิทช์ได้เร็วเพียงพอ กับการผลิตความถี่สูงอีกครั้ง การออกแบบ CLASS "D" ฟลูล์เรนจ์คุณภาพสูงยังคงหาได้ ในเครื่องเสียงระดับมืออาชีพ แต่มันจะซับซ้อนกับเอาท์พุทมัลทิเฟล
CLASS T
(TRIPATH) เหมือนกับ CLASS D แต่ไม่ใช้ฟีดแบค แอนาลอก เหมือนกับ CLASS D ฟีดแบคจะเป็นสัญญาณดิจิทอล และเกิดกับส่วนบนของฟิลเตอร์เอาท์พุท เพื่อหลีกเลี่ยงการยกเฟสของฟิลเตอร์นี้เพราะการเสียของสัญญาณในแอมพ์ CLASS D และ CLASS T เกิดขึ้นจากไทมิงทำงานผิดจังหวะ แอมพ์ CLASS T จะป้อนข้อมูลในเรื่องจังหวะกลับไป ส่วนการเสียของสัญญาณ ยังเกิดจากที่เเอมพ์ใช้ตัวประมวลผลสัญญาณดิจิทอล เพื่อแปลงอินพุท แอนาลอกไปเป็นสัญญาณ PWM และประมวลผลข้อมูลก่อนจะส่งกลับ
การประมวลผล จะดูที่ข้อมูลฟีดแบค และทำการปรับแต่งจังหวะ เพราะลูพฟีดแบคไม่ได้รวมฟิลเตอร์เอาท์พุทเอาไว้ด้วย ในแอมพ์ CLASS T มั่นคงมาก และสามารถทำงานได้เต็มช่องสัญญาณเสียง ซึ่งผู้ฟังส่วนใหญ่ไม่สามารถได้ยินความแตกต่างระหว่าง CLASS T และ CLASS AB ที่ออกแบบดีๆได้
การออกแบบทั้ง CLASS Dและ CLASS T ต่างก็มีปัญหากันคนละอย่าง มันเกินกำลังมาก ที่รอบต่ำเพราะเวฟฟอร์มความถี่สูงๆ จะเกิดขึ้นตลอดเวลาแม้ในช่วงที่ไม่มีสัญญาณเสียงแอมพ์ก็ยีงมีความร้อนตกค้างหลงเหลืออยู่แอมพ์บางรุ่นจะมีการตัดการทำงานของเครื่องเมื่อหยุดพักใช้งาน และจะกลับมาทำงานใหม่ เมื่อใช้งานโดยอัตโนมัติ
CLASS G
เพิ่มประสิทธิภาพขึ้นมาอีกขั้นธรรมดาแอมพ์ CLASS AB จะขับโดยเพาเวอร์ซัยพลาย MULTI-RAIL แอมพ์ 500 วัตต์ อาจจะมี POSITIVE RAIL 3 และ NEGATIVE RAIL 3 ซึ่ง RAIL VOLTAGES อาจจะเป็น 70,50,25 โวลท์เมื่อเอาท์พุทของแอมพ์ขยับไปใกล้ 25 โวลท์ ซัพพลายก็จะสวิทช์ให้ RAIL 50 โวลท์ และเมื่อเอาท์พุทขยับเข้าไปใกล้ 50 VOLT RAIL ซัพพลายก็จะสวิทช์ไปยัง RAIL 70 โวลท์ บางครั้งเรียกการออกแบบนี้ว่า RAIL SWITCH
การออกแบบนี้ เป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ โดยลดการสูญเสียโวลเทจกับทรานซิลเตอร์เอาท์พุทโวลเทจนี้ เป็นความแตกต่างระหว่างซัพพลายบวก หรือแดง กับเอาท์พุทออดิโอ สีฟ้า CLASS G มีประสิทธิภาพเทียบเท่า CLASS D หรือ CLASS T ในขณะที่การออกแบบ CLASS G มีความสลับซับซ้อนมาก โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานแอมพ์ CLASS AB และมีคุณลักษณะใกล้เคียงกันมาก
CLASS H
มีความคล้ายกับ CLASS G ยกเว้น RAIL VOLTAGE ที่โมดูเลทสัญญาณอินพุทเท่านั้น ที่ไม่มีเพาเวอร์ซัพพลาย RAIL จะสูงกว่าสัญญาณเอาท์พุทเล็กน้อย ปล่อยโวลเทจให้กับทรานซิสเตอร์ตัวเล็ก และระบายความร้อนทรานซิสเตอร์เอาท์พุท วงจรที่คล้ายกับที่ใช้ในแอมพ์ CLASS D นี้ก็คือ มีโมดูเลทเพาเวอร์ซัพพลาย RAIL ที่เหมือนกัน ในส่วนของความสลับซับซ้อนแอมพ์แบบนี้ มีความเหมือนกับแอมพ์ CLASS D แต่ทำงานได้เหมือนกับแอมพ์ CLASS AB
วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553
มารู้จัก Reciever กันก่อน Part.3
- ปรีคาราโอเกะ (Pre Karaoke) ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า คาราโอเกะ มันจึงเน้นเกี่ยวกับคาราโอเกะนั้นเอง ในส่วนนี้ก็จะเป็นการผสมสัยญาณ ระหว่างไมค์ กับ สัญญาณอินพุตที่เข้ามา แล้วยังมีปุ่มในการปรับ ECHO (เสียงสะท้อนมาก/น้อย) , REPEAT (เสียงสะท้อนสั้น/ยาว) , DELAY (หน่วงจังหวะของเสียงสะท้อน) และที่แน่ๆต้องช่องสำาหรับเสียบไมโครโฟน และอาจจะมีปุ่มปรับโทนคอนโทรลด้วยก็ได้

- โทนคอนโทรล (Tone-Control) มีหน้าที่ในการปรับโทนเสียงตามต้องการส่วนใหญ่จะมี 3 ปุ่มเพื่อปรับเสียงแหลม เสียงกลาง เสียงทุ้ม บางรุ่นอาจมีเป็น 10 ปุ่มเพื่อปรับอย่างละเอียด ส่วนใหญ่วงจรนนี้จะรวมอยู่กับ ปรีแอมป์ หรือ ปรีคาราโอเกะ อยู่แล้ว

- เครื่องรับวิทยุ (Tuner) ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเครื่องรับวิทยุ ทั้ง AM/FM ซึ่งจะมีทั้งแบบดิจิตอนและอนาล็อค

- เอวี รีซีฟเวอร์ (AV Receiver) หรือตัวย่อคือ AVR ย่อมาจาก All Video RateX - -" ล้อเล่นไม่ใช้ครับ ย่อมาจาก Audio Video Reciever มีความสามารถคล้ายกับ Int.Amp เพิ่มฟังชั่นเกี่ยวกับการจัดการภาพและเสียงสำหรับระบบโฮมเธียเตอร์เกิดมาเพื่อใช้ดูหนังครับ แต่จะเอาไว้ฟังเพลงก็ไม่ขี้เหล่อะไร (ยุคนี้มักจะพูดกันถึงตัวนี้) เพราะครบเครื่องที่สุดแล้ว

เมื่อรู้จักเกือบหมดแล้ว ก็จะสรุปได้ดังนี้นะครับ
- ปรีแอมป์: ภาคขยายสัญญาณขั้นต้น + โทนคอนโทรล
- เพาเวอร์แอมป์: ภาคขยายสัญญาณ (จะรับสัญญาณจากปรีแอมป์มาขยายต่อ) เพื่อนำไปขับลำโพงอีกทีหนึ่ง (เพาเวอร์แอมป์มีแต่ภาคขยายนะครับ ปรับเพิ่ม/ลดโวลุ่มไม่ได้นะ ปรับได้แต่เกนขยายเวลาต่อกับปรีแอมป์)
- อินทิเกรทแอมป์: เพาเวอร์แอมป์ + ปรีแอมป์ ในตัวถังเดียวกัน
- รีซีฟเวอร์: อินทิเกรทแอมป์ที่ใส่วงจรจูนเนอร์รับวิทยุลงไปในตัวถังเดียวกันด้วย บางตัวก็ต่อซับได้ด้วยนะ (มีปรีซับมาให้)
- ปรี โปรเซสเซอร์: คือปรีแอมป์ที่ใส่วงจรประมวลผลภาพ/เสียง ใส่วงจรถอดรหัสเสียงลงไป บางเจ้าก็อาจใส่วงจรสังเคราะห์เสียง วงจรอัพเสกลภาพลงไปด้วย แล้วแต่จะนึกได้ อาจมีปรีเอ้าท์ได้มากกว่า 2 แชนแนล สิ่งเดียวที่ไม่ได้ใส่ลงไป คือภาคขยาย (เพราะฉะนั้น จะเอาไปต่อลำโพงโดยตรงไม่ได้นะครับ)
- เอวี รีซีฟเวอร์: ปรีโปรเซสเซอร์ + วงจรจูนเนอร์วิทยุ + ภาคขยาย หรือรีซีฟเวอร์ที่ใส่วงจรประมวลผลภาพ/เสียง วงจรถอดรหัสเสียง วงจรสังเคราะห์เสียง วงจรอัพเสกลภาพ วงจรโอเวอร์แซมปลิ้ง หรือวงจรอะไรต่อมิอะไรที่ผู้ผลิตจะนึกได้ ลงไปในนั้น (จะเยอะจะน้อยขึ้นอยู่กับระดับราคา) ส่วนใหญ่จะมีภาคขยายมากกว่า 2 แชนแนล (มักจะมี 5 แชนแนลขึ้นไป บางยี่ห้อก็มีเป็นสิบ -*-) และมีปรีซับ + วงจรเบสเมเนจเม้นท์ด้วย
ซึ่งในโครงการนี้ที่เราจะทำคือเจ้า รีซีฟเวอร์ นะเอง
มารู้จัก Reciever กันก่อน Part.2
- ปรีแอมป์ (Pre Amp) คือแอมป์ที่มีกำลังขยายต่ำ แต่ความเที่ยงตรงสูง (ความเพี้ยนต่ำ) ใช้ขยายสัญญาณอ่อนๆ จากต้นทาง เช่นซีดี เนื่องจากความที่ปรีแอมป์ มีความเพี้ยนต่ำ ถ้าสร้างให้มีกำลังขยายมาก ก็จะแพงมหาศาล
- ปรีแอมป์นั้นจะมีปุ่มปรับเร่งความดังเสียง อยู่เพื่อเร่งสัญญาณให้แรงขึ้นให้กับเพาเวอร์ แอมป์
- ปุ่มปรับเลือกสัญญาณอินพุต (selector switch) เพื่อเลือกสัญาณว่าจะรับอะไร เช่น CD ทีวี เทป ซึ่งก็แล้วแต่รุ่นว่าเขากำหนดให้รับสัญญาณได้กี่ประเภท บางรุ่นอาจจะรับได้ 2 ช่องสัญญาณ บางอันอาจได้ถึง 8 ช่องสัญญาณ
- ปุ่มปรับ Balance ใช้สำหรับปรับความดังสัญญาณที่จะออกด้านซ้าย ด้านขวา
- ปุ่มปรับ Tone Control ใช้สำหรับปรับเสียงทุ้ม กลาง แหลม ส่วนใหญ่จะมีแค่ 3 ปุ่ม แต่บางรุ่นอาจมีถึง 10 ปุ่มเพื่อปรับอย่างละเอียด

- เพาเวอร์แอมป์ (Power Amp) คือแอมป์ที่มีกำลังขยายสูง แต่ความเที่ยงตรงต่ำ (ความเพี้ยนสูง) ใช้ขยายสัญญาณที่ค่อนข้างแรง ที่ออกมาจากปรีแอมป์อีกที ถ้าสร้างแอมป์ให้มีความเพี้ยนต่ำ ก็จะแพงมหาศาลเช่นกัน เพาเวอร์แอมป์ นั้นจะไม่มีปุ่มอะไรเลย นอกจากปุ่มเปิด นอกจากบางรุ่นจะใส่ปรับเร่งความดังเสียง หรือปุ่มปรับ Balance ให้

ดังนั้นเพื่อลดต้นทุน จึงใช้ปรีแอมป์ขยายสัญญาณ "อย่างเที่ยงตรง" ให้มีความแรงขึ้นมาสักหน่อยก่อน แล้วจึงให้เพาเวอร์แอมป์ขยายต่อให้ดัง ตรงนี้จะเพี้ยนบ้างก็ยอม และที่ความดังมากๆ จะเพี้ยนบ้าง เราก็แยกไม่ออก
สมมุติเป็นเครื่องถ่ายเอกสาร ถ้าจะถ่ายขยายจาก A5 -> A0 โดยภาพยังชัดมากๆ ก็ต้องใช้เลนส์ดีมากๆ ก็จะแพง เลยใช้วิธีถ่ายจาก A5 เป็น A3 ก่อน (ปรีแอมป์) แล้วค่อยเอา A3 ไปถ่ายเป็น A0 อีกที (แอมป์) ทีนี้ถ้าช่วง A5 -> A3 เพี้ยน ช่วง A3 -> A0 ก็ยิ่งเพี้ยนหนัก โดยงบประมาณที่จำกัด จึงยอมทำดีมากๆ แค่ช่วงแรกเท่านั้นที่มา : คุณ จั๊กกะจี๋ ณ Pantip.com
- อินทิเกรต แอมป์ (Integrated Amp) คือการเอาปรีแอมป์และเพาเวอร์แอมป์ มารวมกันไว้ในเครื่องเดียว จึงเอาเครื่องเล่นพวก CD หรือ เทป มาเสียบเครื่องนี้แล้วต่อลำโพงก็สามารถเล่นได้เลย สำหรับผู้ที่มีงบจำกัด อินทิเกรต แอมป์ จึงเป็นทางเลือกที่หน้าสนใจที่สุด

มารู้จัก Reciever กันก่อน Part.1
- Reciever มันไม่มีลำโพงในตัวต้องหาแยกเอง
- Reciever มันไม่มีตัวเล่นแผ่น CD
- Reciever มันถอดรหัสสัญญาณภาพได้ พวกแผ่น VCD DVD
- Reciever มันดูหรูหรากว่า Mini Compo


