วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

อุปกรณ์ที่ใช้

มาดูอุปกรณ์ที่ใช้หลักกันก่อนดีกว่าครับคราวนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นอุปกรณ์ที่ผมใช้อยู่แล้วที่บ้านนะครับ ^^


  1. หัวแร้ง
  2. ไขควง
  3. ที่ดูดตะกั่ว
  4. ตะกั่ว
  5. กรรไกรตัดเล็บ
  6. มิเตอร์วัดไฟ

ชนิด Class ต่างๆ PowerAmp

คลาสของเพาเวอร์แอมป์ คือลักษณะการทำงานของวงจรแอมปลิไฟร์ต่างๆ การออกแบบภาคขยายและการจัดเรียงไบอัสให้กับทรานซิสเตอร์นั่นเอง จึงได้เคยคลาสต่างๆขึ้นมาผมจึงได้รวมรวบมาให้ศึกษากันครับ

Class A

พาวเวอร์แอมป์ชนิดนี้เน้นในเรื่องของคุณภาพเสียง ค่าความเพี้ยนตํ่า และเสียงรบกวนน้อย แต่มีข้อเสียในเรื่องของความร้อนที่ค่อนข้างจะสูงเพราะมีการป้อนกระแสไฟให้ทรานซิสเตอร์อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะไม่มีสัญญาณอินพุทเข้ามาก็ตาม และกำลังขับที่ได้นั้นก็ค่อนข้างจะน้อย แอมป์ประเภทนี้จึงเหมาะกับนักฟังที่เน้นรายละเอียดของเสียงกลาง-แหลม ไม่เน้นอัดตูมตาม

Class B

เป็นการใช้ทรานซิสเตอร์ 2ตัว ทำงานแบบ Push-Pull หรือ ผลัก ดัน ช่วยกันทำงานคนละครึ่งทาง และจะไม่มีการป้อนกระแสไฟล่วงหน้า ซึ่งมีข้อดีคือเครื่องไม่ร้อน แต่ข้อเสียกลับมากกว่าเพราะความผิดเพี้ยนสูงมาก เสียงจึงไม่มีคุณภาพ แต่ในปัจจุบันแอมป์ คลาสนี้คงจะไม่มีแล้ว

Class AB

เป็นการรวมตัวกันของแอมป์ทั้ง 2คลาสที่กล่าวมา คือใช้ทรานซิสเตอร์ 2ตัว แต่จะมีการป้อนกระแสไฟปริมาณตํ่าๆเอาไว้ล่วงหน้าอยู่ตลอดแต่จะไม่มากเท่าคลาส A และการจัดวงจรก็ใช้แบบ Push-Pull เหมือนคลาส B จึงทำให้พาวเวอร์แอมป์ประเภทนี้มีคุณภาพเสียงที่ค่อนข้างดี ถึงแม้จะไม่เท่าคลาส A แต่ได้เปรียบในเรื่องของกำลังขับที่มากกว่า และเกิดความร้อนน้อยกว่า และคลาส AB นี้แหละเป็นแอมป์ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน และสามารถนำไปขับได้ทั้งลำโพงกลาง-แหลม หรือแม้แต่ซับวูเฟอร์ก็ได้

Class D

ตัว "D"ไม่ได้ย่อมาจากคำว่า DIGITAL อินพุทถูกแปลงเป็นออดิโอ เวฟฟอร์ม ไบนารี 2 สเตท ความแตกต่างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ CLASS D ออกแบบให้ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพ แทนที่จะต้องเสียกำลังไปในทรานซิสเตอร์ เอาท์พุทก็จะถูกไม่เปิดตลอด ไม่มีโวลเทจเสีย ก็ปิดตลอด ส่งผลให้ประสิทธิภาพเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ดังนั้นอินพุทออดิโอถูกแปลงเป็น PWM (PULSE WIDULATED) ร่องสีเหลืองที่อยู่ขางใต้คือ เอาท์พุทของแอมพ์ ร่องสีฟ้าคือ เวฟฟอร์ม PWM เวฟฟอร์มสีฟ้าจะถูกป้อนให้กับฟิลเตอร์เอาท์พุท ซึ่งให้ผลเป็นเวฟฟอร์มเอาท์พุทสีเหลือง สังเกตว่า เอาท์พุทจะดูเหมือนอะไรบางอย่างที่เสียไปสัญญาณที่เสีย และเสียงสวิทชิงทั้งหมดไม่สามารถเอาออกไปได้ และจะเห็นผลได้ที่นี่ เพราะขั้นตอนการแปลงสัญญาณอินพุทไปเป็น pwn และแปลงกลับไปเป็นแอนาลอก ทำให้เกิดการเสียของสัญญาณไป ฟีดแบคทั่วไปก็เหมือนกับที่ใช้ในการออกแบบแอมพ์ CLASS "AB" เพื่อลดการเสียของสัญญาณ มอสเฟทเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการออกแบบ CLASS "D" ซึ่งการออกแบบส่วนใหญ่จะมีประโยชน์แต่กับเพียงเบสส์แอมพ์ เมื่อมันไม่สามารถสวิทช์ได้เร็วเพียงพอ กับการผลิตความถี่สูงอีกครั้ง การออกแบบ CLASS "D" ฟลูล์เรนจ์คุณภาพสูงยังคงหาได้ ในเครื่องเสียงระดับมืออาชีพ แต่มันจะซับซ้อนกับเอาท์พุทมัลทิเฟล

CLASS T

(TRIPATH) เหมือนกับ CLASS D แต่ไม่ใช้ฟีดแบค แอนาลอก เหมือนกับ CLASS D ฟีดแบคจะเป็นสัญญาณดิจิทอล และเกิดกับส่วนบนของฟิลเตอร์เอาท์พุท เพื่อหลีกเลี่ยงการยกเฟสของฟิลเตอร์นี้เพราะการเสียของสัญญาณในแอมพ์ CLASS D และ CLASS T เกิดขึ้นจากไทมิงทำงานผิดจังหวะ แอมพ์ CLASS T จะป้อนข้อมูลในเรื่องจังหวะกลับไป ส่วนการเสียของสัญญาณ ยังเกิดจากที่เเอมพ์ใช้ตัวประมวลผลสัญญาณดิจิทอล เพื่อแปลงอินพุท แอนาลอกไปเป็นสัญญาณ PWM และประมวลผลข้อมูลก่อนจะส่งกลับ

การประมวลผล จะดูที่ข้อมูลฟีดแบค และทำการปรับแต่งจังหวะ เพราะลูพฟีดแบคไม่ได้รวมฟิลเตอร์เอาท์พุทเอาไว้ด้วย ในแอมพ์ CLASS T มั่นคงมาก และสามารถทำงานได้เต็มช่องสัญญาณเสียง ซึ่งผู้ฟังส่วนใหญ่ไม่สามารถได้ยินความแตกต่างระหว่าง CLASS T และ CLASS AB ที่ออกแบบดีๆได้

การออกแบบทั้ง CLASS Dและ CLASS T ต่างก็มีปัญหากันคนละอย่าง มันเกินกำลังมาก ที่รอบต่ำเพราะเวฟฟอร์มความถี่สูงๆ จะเกิดขึ้นตลอดเวลาแม้ในช่วงที่ไม่มีสัญญาณเสียงแอมพ์ก็ยีงมีความร้อนตกค้างหลงเหลืออยู่แอมพ์บางรุ่นจะมีการตัดการทำงานของเครื่องเมื่อหยุดพักใช้งาน และจะกลับมาทำงานใหม่ เมื่อใช้งานโดยอัตโนมัติ

CLASS G

เพิ่มประสิทธิภาพขึ้นมาอีกขั้นธรรมดาแอมพ์ CLASS AB จะขับโดยเพาเวอร์ซัยพลาย MULTI-RAIL แอมพ์ 500 วัตต์ อาจจะมี POSITIVE RAIL 3 และ NEGATIVE RAIL 3 ซึ่ง RAIL VOLTAGES อาจจะเป็น 70,50,25 โวลท์เมื่อเอาท์พุทของแอมพ์ขยับไปใกล้ 25 โวลท์ ซัพพลายก็จะสวิทช์ให้ RAIL 50 โวลท์ และเมื่อเอาท์พุทขยับเข้าไปใกล้ 50 VOLT RAIL ซัพพลายก็จะสวิทช์ไปยัง RAIL 70 โวลท์ บางครั้งเรียกการออกแบบนี้ว่า RAIL SWITCH

การออกแบบนี้ เป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ โดยลดการสูญเสียโวลเทจกับทรานซิลเตอร์เอาท์พุทโวลเทจนี้ เป็นความแตกต่างระหว่างซัพพลายบวก หรือแดง กับเอาท์พุทออดิโอ สีฟ้า CLASS G มีประสิทธิภาพเทียบเท่า CLASS D หรือ CLASS T ในขณะที่การออกแบบ CLASS G มีความสลับซับซ้อนมาก โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานแอมพ์ CLASS AB และมีคุณลักษณะใกล้เคียงกันมาก

CLASS H

มีความคล้ายกับ CLASS G ยกเว้น RAIL VOLTAGE ที่โมดูเลทสัญญาณอินพุทเท่านั้น ที่ไม่มีเพาเวอร์ซัพพลาย RAIL จะสูงกว่าสัญญาณเอาท์พุทเล็กน้อย ปล่อยโวลเทจให้กับทรานซิสเตอร์ตัวเล็ก และระบายความร้อนทรานซิสเตอร์เอาท์พุท วงจรที่คล้ายกับที่ใช้ในแอมพ์ CLASS D นี้ก็คือ มีโมดูเลทเพาเวอร์ซัพพลาย RAIL ที่เหมือนกัน ในส่วนของความสลับซับซ้อนแอมพ์แบบนี้ มีความเหมือนกับแอมพ์ CLASS D แต่ทำงานได้เหมือนกับแอมพ์ CLASS AB

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

มารู้จัก Reciever กันก่อน Part.3

  • ปรีคาราโอเกะ (Pre Karaoke) ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า คาราโอเกะ มันจึงเน้นเกี่ยวกับคาราโอเกะนั้นเอง ในส่วนนี้ก็จะเป็นการผสมสัยญาณ ระหว่างไมค์ กับ สัญญาณอินพุตที่เข้ามา แล้วยังมีปุ่มในการปรับ ECHO (เสียงสะท้อนมาก/น้อย) , REPEAT (เสียงสะท้อนสั้น/ยาว) , DELAY (หน่วงจังหวะของเสียงสะท้อน) และที่แน่ๆต้องช่องสำาหรับเสียบไมโครโฟน และอาจจะมีปุ่มปรับโทนคอนโทรลด้วยก็ได้
    ปรีคาราโอเกะ (Pre Karaoke)
  • โทนคอนโทรล (Tone-Control) มีหน้าที่ในการปรับโทนเสียงตามต้องการส่วนใหญ่จะมี 3 ปุ่มเพื่อปรับเสียงแหลม เสียงกลาง เสียงทุ้ม บางรุ่นอาจมีเป็น 10 ปุ่มเพื่อปรับอย่างละเอียด ส่วนใหญ่วงจรนนี้จะรวมอยู่กับ ปรีแอมป์ หรือ ปรีคาราโอเกะ อยู่แล้ว
    โทนคอนโทรล (Tone-Control)
  • เครื่องรับวิทยุ (Tuner) ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเครื่องรับวิทยุ ทั้ง AM/FM ซึ่งจะมีทั้งแบบดิจิตอนและอนาล็อค
    เครื่องรับวิทยุ (Tuner)
  • เอวี รีซีฟเวอร์ (AV Receiver) หรือตัวย่อคือ AVR ย่อมาจาก All Video RateX - -" ล้อเล่นไม่ใช้ครับ ย่อมาจาก Audio Video Reciever มีความสามารถคล้ายกับ Int.Amp เพิ่มฟังชั่นเกี่ยวกับการจัดการภาพและเสียงสำหรับระบบโฮมเธียเตอร์เกิดมาเพื่อใช้ดูหนังครับ แต่จะเอาไว้ฟังเพลงก็ไม่ขี้เหล่อะไร (ยุคนี้มักจะพูดกันถึงตัวนี้) เพราะครบเครื่องที่สุดแล้ว
    เอวี รีซีฟเวอร์ (AV Receiver)

เมื่อรู้จักเกือบหมดแล้ว ก็จะสรุปได้ดังนี้นะครับ
  • ปรีแอมป์: ภาคขยายสัญญาณขั้นต้น + โทนคอนโทรล
  • เพาเวอร์แอมป์: ภาคขยายสัญญาณ (จะรับสัญญาณจากปรีแอมป์มาขยายต่อ) เพื่อนำไปขับลำโพงอีกทีหนึ่ง (เพาเวอร์แอมป์มีแต่ภาคขยายนะครับ ปรับเพิ่ม/ลดโวลุ่มไม่ได้นะ ปรับได้แต่เกนขยายเวลาต่อกับปรีแอมป์)
  • อินทิเกรทแอมป์: เพาเวอร์แอมป์ + ปรีแอมป์ ในตัวถังเดียวกัน
  • รีซีฟเวอร์: อินทิเกรทแอมป์ที่ใส่วงจรจูนเนอร์รับวิทยุลงไปในตัวถังเดียวกันด้วย บางตัวก็ต่อซับได้ด้วยนะ (มีปรีซับมาให้)
  • ปรี โปรเซสเซอร์: คือปรีแอมป์ที่ใส่วงจรประมวลผลภาพ/เสียง ใส่วงจรถอดรหัสเสียงลงไป บางเจ้าก็อาจใส่วงจรสังเคราะห์เสียง วงจรอัพเสกลภาพลงไปด้วย แล้วแต่จะนึกได้ อาจมีปรีเอ้าท์ได้มากกว่า 2 แชนแนล สิ่งเดียวที่ไม่ได้ใส่ลงไป คือภาคขยาย (เพราะฉะนั้น จะเอาไปต่อลำโพงโดยตรงไม่ได้นะครับ)
  • เอวี รีซีฟเวอร์: ปรีโปรเซสเซอร์ + วงจรจูนเนอร์วิทยุ + ภาคขยาย หรือรีซีฟเวอร์ที่ใส่วงจรประมวลผลภาพ/เสียง วงจรถอดรหัสเสียง วงจรสังเคราะห์เสียง วงจรอัพเสกลภาพ วงจรโอเวอร์แซมปลิ้ง หรือวงจรอะไรต่อมิอะไรที่ผู้ผลิตจะนึกได้ ลงไปในนั้น (จะเยอะจะน้อยขึ้นอยู่กับระดับราคา) ส่วนใหญ่จะมีภาคขยายมากกว่า 2 แชนแนล (มักจะมี 5 แชนแนลขึ้นไป บางยี่ห้อก็มีเป็นสิบ -*-) และมีปรีซับ + วงจรเบสเมเนจเม้นท์ด้วย

ซึ่งในโครงการนี้ที่เราจะทำคือเจ้า รีซีฟเวอร์ นะเอง

มารู้จัก Reciever กันก่อน Part.2

ต่อไปจะอธิบายว่าเครื่องเสียง มีชนิดอะไรบ้างแต่ผมคงไม่อธิบายทั้งหมดนะครับเพราะยอมรับก่อนว่าผมไม่ได้ถึงขั้น เทพ หรือ หูทอง อะไร แค่พอเอาความสนใจที่ได้ศึกษามาอธิบายเป็นภาษาชาวบ้านให้เข้าใจเพราะรายละเอียดทางเทคนิคผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน
  • ปรีแอมป์ (Pre Amp) คือแอมป์ที่มีกำลังขยายต่ำ แต่ความเที่ยงตรงสูง (ความเพี้ยนต่ำ) ใช้ขยายสัญญาณอ่อนๆ จากต้นทาง เช่นซีดี เนื่องจากความที่ปรีแอมป์ มีความเพี้ยนต่ำ ถ้าสร้างให้มีกำลังขยายมาก ก็จะแพงมหาศาล
    • ปรีแอมป์นั้นจะมีปุ่มปรับเร่งความดังเสียง อยู่เพื่อเร่งสัญญาณให้แรงขึ้นให้กับเพาเวอร์ แอมป์
    • ปุ่มปรับเลือกสัญญาณอินพุต (selector switch) เพื่อเลือกสัญาณว่าจะรับอะไร เช่น CD ทีวี เทป ซึ่งก็แล้วแต่รุ่นว่าเขากำหนดให้รับสัญญาณได้กี่ประเภท บางรุ่นอาจจะรับได้ 2 ช่องสัญญาณ บางอันอาจได้ถึง 8 ช่องสัญญาณ
    • ปุ่มปรับ Balance ใช้สำหรับปรับความดังสัญญาณที่จะออกด้านซ้าย ด้านขวา
    • ปุ่มปรับ Tone Control ใช้สำหรับปรับเสียงทุ้ม กลาง แหลม ส่วนใหญ่จะมีแค่ 3 ปุ่ม แต่บางรุ่นอาจมีถึง 10 ปุ่มเพื่อปรับอย่างละเอียด

    ปรีแอมป์ (Pre Amp)
  • เพาเวอร์แอมป์ (Power Amp) คือแอมป์ที่มีกำลังขยายสูง แต่ความเที่ยงตรงต่ำ (ความเพี้ยนสูง) ใช้ขยายสัญญาณที่ค่อนข้างแรง ที่ออกมาจากปรีแอมป์อีกที ถ้าสร้างแอมป์ให้มีความเพี้ยนต่ำ ก็จะแพงมหาศาลเช่นกัน เพาเวอร์แอมป์ นั้นจะไม่มีปุ่มอะไรเลย นอกจากปุ่มเปิด นอกจากบางรุ่นจะใส่ปรับเร่งความดังเสียง หรือปุ่มปรับ Balance ให้


    ดังนั้นเพื่อลดต้นทุน จึงใช้ปรีแอมป์ขยายสัญญาณ "อย่างเที่ยงตรง" ให้มีความแรงขึ้นมาสักหน่อยก่อน แล้วจึงให้เพาเวอร์แอมป์ขยายต่อให้ดัง ตรงนี้จะเพี้ยนบ้างก็ยอม และที่ความดังมากๆ จะเพี้ยนบ้าง เราก็แยกไม่ออก

    สมมุติเป็นเครื่องถ่ายเอกสาร ถ้าจะถ่ายขยายจาก A5 -> A0 โดยภาพยังชัดมากๆ ก็ต้องใช้เลนส์ดีมากๆ ก็จะแพง เลยใช้วิธีถ่ายจาก A5 เป็น A3 ก่อน (ปรีแอมป์) แล้วค่อยเอา A3 ไปถ่ายเป็น A0 อีกที (แอมป์) ทีนี้ถ้าช่วง A5 -> A3 เพี้ยน ช่วง A3 -> A0 ก็ยิ่งเพี้ยนหนัก โดยงบประมาณที่จำกัด จึงยอมทำดีมากๆ แค่ช่วงแรกเท่านั้น

    ที่มา : คุณ จั๊กกะจี๋ ณ Pantip.com

  • อินทิเกรต แอมป์ (Integrated Amp) คือการเอาปรีแอมป์และเพาเวอร์แอมป์ มารวมกันไว้ในเครื่องเดียว จึงเอาเครื่องเล่นพวก CD หรือ เทป มาเสียบเครื่องนี้แล้วต่อลำโพงก็สามารถเล่นได้เลย สำหรับผู้ที่มีงบจำกัด อินทิเกรต แอมป์ จึงเป็นทางเลือกที่หน้าสนใจที่สุด

มารู้จัก Reciever กันก่อน Part.1

Reciever นะรึ เอาง่ายมันก็คือเครื่องขยายเสียงแบบหนึ่งที่รวมเอา ของอุปกรณ์หลายชิ้นมารวมกัน ไม่ว่าภาครับสัญญาณเสียง ภาคขายสัยญาณเสียง จูนเนอร์วิทยุ ภาคถอดรหัสเสียงดิจิตอน ภาคปรับแต่งสัญญาณ ฯ แล้วแต่ผู้ออกแบบจะสันหามาใส่แหละครับ ถามว่าแล้วมันต่างกับ mini compo ยังไง นั้นสิ เอาเป็นว่าที่ผมสังเกต เห็นเองนะ
  1. Reciever มันไม่มีลำโพงในตัวต้องหาแยกเอง
  2. Reciever มันไม่มีตัวเล่นแผ่น CD
  3. Reciever มันถอดรหัสสัญญาณภาพได้ พวกแผ่น VCD DVD
  4. Reciever มันดูหรูหรากว่า Mini Compo

Reciever
Reciever


mini compo
mini compo